Monday, October 24, 2005

ชีวิตมีความหมาย

การใช้ชีวิตโดยที่ไม่รู้จักมัน ไม่ต่างอะไรกับการขับรถอย่างไม่รู้ทิศทางและจุดหมาย ขับไปเรื่อยๆ ผ่านที่ต่างๆ สวยบ้าง ไม่สวยบ้าง เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็ขับต่อ น้ำมันหมด...ก็หยุดขับ

ฉันเชื่อว่า เมื่อเกิดมาคนเราได้รับมอบหมายให้ทำการบ้านเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับชีวิต ทุกคนต้องเคยสงสัยเหมือนกับฉันว่า เราเป็นใคร เกิดขึ้นมาได้ยังไง และเพื่ออะไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนกลับเคยชินกับการมีชีวิตอยู่ จึงไม่สงสัยถึงการดำรงอยู่ของตน หลายคนจึงไม่ทำการบ้านเพราะลืมไปว่ามีมัน บางคนก็ลอกการบ้านเพื่อน เพราะขี้เกียจคิดเอง ใครว่ายังไง ก็ว่าตามเขา บางคนก็ยุ่งกับการใช้ชีวิต จนไม่มีเวลาทำการบ้าน ทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตคืออะไร แต่บางคนก็ขยันทำมัน การบ้านนี้ไม่ง่าย อาจใช้เวลาทั้งชีวิตในการทำก็ได้

ฉันเชื่อว่า ชีวิตมีความหมายในตัวมันเอง แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นหน้าที่ของฉันที่จะสร้างความหมายนั้นขึ้นมาด้วย เพราะ ลำพังชีวิตที่เกิดมา แล้วไม่ทำอะไรเลย เพียงแค่เกิด แล้วนอนรอความตายอย่างเดียว ความหมายของชีวิตคงไม่มี

ฉันได้ดูหนังเรื่อง Lorenzo's Oil ซึ่งสร้างจากเรื่องจริง Lorenzo ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หายตั้งแต่ยังเด็ก หมอบอกว่า สมองจะถูกทำลายไปเรื่อยๆ และจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี แม้พ่อแม่ของ Lorenzo จะไม่ใช่หมอหรือนักวิทยาศาสตร์ พวกเขาไม่ละความพยายามหรือสิ้นหวังที่จะช่วยชีวิตลูกของเขา ทั้งๆที่ก็รู้ว่าสมองที่ถูกทำลายไปแล้วนั้น ยากที่จะทำให้กลับมาเป็นปกติได้ และในที่สุดพวกเขาก็สามารถทำสำเร็จ ปัจจุบัน Lorenzo มีอายุ 20 กว่าปีแล้ว และ Lorenzo's Oil ก็เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์และได้ช่วยชีวิตเด็กคนอื่นๆ ฉันคิดว่า พ่อแม่ของ Lorenzo เลือกที่จะสร้างความหมายของชีวิตได้อย่างน่าชื่นชม

แต่ละคนสามารถสร้างความหมายให้ชีวิตของตนแตกต่างกันไป

จากคำบอกเล่าจากภรรยานาวิกโยธินสองท่านที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ภาคใต้ถึงคำพูดของสองท่าน มีเนื้อความว่า
"วันหนึ่งพี่จะทดแทนบุญคุณแผ่นดินให้ได้"
"เมื่อไรที่ผ้าธงชาติห่มศพพี่ นั่นเป็นสิ่งที่พี่ภูมิใจ"
ฉันคิดว่า นาวิกโยธินสองท่านนี้ ได้สร้างความหมายของชีวิตของเขาได้อย่างน่าสรรเสริญ

การสร้างความหมายให้ชีวิต มีคุณค่าเสมอไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่

ฉันมีโอกาสได้ไปอยู่ประเทศที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง คืนหนึ่งหลังทานข้าว ฉันออกไปเดินเล่น มองฟ้า ชมเมือง และผู้คน ฉันเดินผ่านร้านค้าร้านหนึ่ง เห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าร้าน หงายหมวกขึ้น เขาคงเป็น homeless มานั่งขอเศษตังค์ (ไม่ใช่ขอทานอาชีพ เขาคงไม่มีบ้านอยู่ หรือหนีออกจากบ้าน หรืออพยพมาจากประเทศอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ฉันใส่ใจ) ฉันเดินผ่านไป ในใจก็คิดว่าจะช่วยเขายังไงได้บ้างดี ฉันไม่มีเงินทองมากมายเลย ถ้าวัดความรวย โดยจับคนมายืนเรียงกันทั้งประเทศ ฉันคงอยู่ปลายๆแถว ดีไม่ดีอาจอยู่ท้ายสุดเสียด้วยซ้ำ ฉันเดินหันหลังย้อนกลับไปอีก ใจก็คิดอยากเข้าไปถามว่า หิวข้าวไหม แต่เกรงว่าจะคุยไม่รู้เรื่อง เพราะฉันไม่พูดภาษาของคนประเทศนี้ เดินกลับไปมาอยู่ได้สองสามรอบ ตาก็มองว่าเค้าต้องการอะไร ใจก็คิดว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยดี

ฉันตัดสินใจเดินกลับห้องพัก อุ่นข้าวผัดที่เหลือจากมื้อเย็น (ที่ตั้งใจจะเอาใส่กล่องเป็นข้าวกลางวันสำหรับพรุ่งนี้) อย่างรวดเร็ว เพราะเกรงว่าเขาจะลุกเดินไปที่อื่นซะก่อน แม้จะไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เขาต้องการคืออาหาร เขาจะรับมันไว้ไหม แล้วเขาจะกินข้าวเป็นไหม อุ่นเสร็จก็จัดการเอาใส่ถุงพร้อมแอ๊ปเปิ้ลอีกลูก แล้วเดินกลับไป เขายังอยู่ที่เดิม ฉันย่อตัวลง กล่าว Bonjour เพื่อสวัสดี พร้อมยื่นถุงข้าวให้ เขารับไว้ พร้อมกับร้องโอ เขายิ้มอย่างดีใจปนงงๆ และพูด Merci อยู่หลายที ฉันไม่พูดอะไร เพราะพูดไม่ได้มากกว่านี้ ฉันเดินข้ามไปอีกฝั่ง เห็นเขาก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างรวดเร็ว ใจฉันพองโต แม้จะจน ฉันก็ยังเป็นผู้ให้ได้ ฉันเดินกลับห้องด้วยความหวังว่า ไม่เพียงท้องที่อิ่ม แต่ใจเขาคงอุ่นด้วย

...และนี่คือความหมายหนึ่งที่ฉันได้สร้าง

2 Comments:

Blogger me said...

Moving and Touching :'(

10:39 AM  
Anonymous Anonymous said...

น่าติดจังอยากฟังตอนต่อไป

11:14 AM  

Post a Comment

<< Home