Tuesday, October 25, 2005

Seeing is believing?

ฉันโตมาพร้อมกับคำสอนในวิชาพุทธศาสนาว่า อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ แต่จงคิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน วิชาวิทยาศาสตร์สอนฉันว่า ความจริงต้องมาจากการพิสูจน์เท่านั้น เพราะ ประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์อาจทำให้ความจริงคลาดเคลื่อนได้

หลายคนเลือกที่จะไม่เชื่ออะไรที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่ฉันกลับคิดว่า เขาปฎิเสธความเชื่อทั้งปวง เพราะ สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ มันเป็นความจริง ที่ไม่ต้องการความเชื่อ

ใช่ว่าความจริงทุกอย่างจะสามารถพิสูจน์ได้ ตัวอย่างง่ายๆใกล้ๆตัว ฉันต้องพิสูจน์ไหมว่า พ่อรักฉัน ฉันไม่รู้จะพิสูจน์ยังไง แต่ฉันก็เชื่ออย่างไม่มีข้อกังขาเลยว่า มันเป็นความจริง ประสาทสัมผัสทั้งห้า และใจของฉันทำงานไม่ผิดพลาดแน่นอน

ในฐานะที่เติบโตมาในเมืองพุทธ ฉันถูกสอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งฟังดูมีเหตุมีผลและยุติธรรมดี อีกทั้งความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ เรื่องอนิจจังหรือความไม่เที่ยงแท้ และทางสายกลาง สิ่งเหล่านี้ไม่ยากที่จะเชื่อและดูจะสอดคล้องกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี แต่เมื่อโตขึ้นและเห็นโลกมากขึ้น ฉันเรียนรู้ว่า ศาสนาพุทธเอง ก็ต้องอาศัยความเชื่อไม่น้อยเลย เพราะ เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดที่ฉันรับมาอย่างไม่รู้ตัวนั้น ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ ชาวพุทธเองก็ไม่ต่างอะไรกับคริสเตียนที่ต้องใช้ความเชื่อ ความเชื่อที่ว่าพระเจ้าสร้างโลกของคริสเตียนเองก็พิสูจน์ไม่ได้เช่นกัน

ความเชื่อต่างจากความงมงาย ตรงที่ความเชื่อ ต้องมีเหตุมีผล มีประจักษ์พยาน หรือหลักฐานที่เชื่อถือได้ประกอบ

ฉันมองฟ้ายามค่ำคืนอยู่บ่อยๆ เห็นดาวระยิบระยับ สวยงามตระการตา ร่างกายมนุษย์ที่สลับซ้ำซ้อน จิตใจมนุษย์ก็เช่นกัน แล้วยังสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะต้นไม้หรือสัตว์ พระอาทิตย์ที่ขึ้น พระจันทร์ที่ตก ผลัดกันอย่างนี้อยู่ทุกวัน และฤดูที่เปลี่ยนไป ความเป็นไปที่มีระบบระเบียบเช่นนี้ ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า มันเป็นเพียงเพราะความบังเอิญ หรือมีใครซักคนสร้างมันขึ้นมา แล้วการที่เรามองไม่เห็นใครคนนั้น มันหมายถึงว่า เขาไม่มีอยู่จริงหรือ แล้วมีใครไหมที่จะพิสูจน์ให้ฉันเชื่อได้ว่า เขาไม่มีอยู่จริง

บ่อยครั้งที่การทำความดีเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าปราศจากความเชื่อ

ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ต่อมาฉันเรียกเขาว่า อา ฉันเขียนข้อความผ่านเวบบอร์ดหนึ่ง เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องที่พักในเมืองที่ฉันจะเดินทางไปอยู่เป็นเวลากว่าสามเดือน เป็นที่รู้กันว่าที่พักในเมืองนี้หายากมากยิ่งกว่าทองเสียอีก อีกทั้งงบประมาณของฉันก็จำกัดอีกด้วย อายินดีช่วยฉัน อาเปิดหนังสือพิมพ์แล้วโทรถามราคา เสียสละเวลาไปดูที่พักให้หลายต่อหลายแห่ง แล้วในที่สุดอาก็หาที่พักได้ใจกลางเมืองแถมยังราคาไม่แพงด้วย อาออกค่ามัดจำเดือนแรกให้ฉันก่อน อาทำสิ่งเหล่านี้ให้ด้วยความเชื่อล้วนๆ อาไม่รู้จักหน้าค่าตาฉันมาก่อน อาเห็นเพียงตัวอักษรที่ฉันพิมพ์ผ่านเว็บบอร์ดเท่านั้น ก่อนเดินทางได้สองอาทิตย์ สิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่ออาติดต่อเจ้าของห้องเพื่อไปรับกุญแจ อาจึงรู้ว่า เจ้าของห้องได้หายตัวไปแล้ว และหลอกเอาเงินมัดจำจากหลายต่อหลายคนไปด้วย อาไม่ได้แจ้งข่าวให้ฉันทราบทันทีเพราะเกรงว่าฉันจะกังวล อาบอกฉันอาทิตย์หนึ่งก่อนเดินทางและได้ช่วยหาที่พักใหม่ให้ฉัน ฉันบอกอาว่าจะรับผิดชอบเงินค่ามัดจำเอง แต่อาไม่รับ เมื่อฉันไปถึง อาไปรับที่สนามบิน ช่วยเหลือและให้คำแนะนำการใช้ชีวิตที่นั่น และพาไปเที่ยว อาสอนฉันด้วยคำพูดและจากการกระทำของอาเอง ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงเข็ดที่จะทำความดี เพราะเข้าตำราเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่นั่งรองนั่ง ยังเอากระดูกมาแขวนคอ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องจริงที่ยากจะเชื่อ และเกิดขึ้นจากความเชื่อของผู้หญิงคนหนึ่ง

St. Augustine said, "To have faith is to believe what you can't see and the reward of faith is to see what you believe."

4 Comments:

Anonymous Anonymous said...

Faith is the ultimate human freedom. Faith liberates man to the world unseen to him.

9:18 PM  
Blogger Rick Feldkamp said...

Looks very interesting. Wish I could read it. Did you take the pictures? Where did you find the cows?

9:39 AM  
Blogger candle in the darkness said...

Thanks, Rick.
Yes, I took the pictures.
They are Swiss cows.

10:07 AM  
Anonymous Anonymous said...

We live by faith, not by sight

2 Corinthians 5:7

3:33 AM  

Post a Comment

<< Home